งานเขียนสำหรับ ประเพณีการเข้าพรรษา
กรกฎาคม 15, 2011เรื่อง เข้าพรรษา ฟ้าก็หล่น ร่วงริน / บันทึกหนึ่งวัน
โดย โตโต้
: บ่นก่อน :
หลังจากนั่งหลังแข็งขดหดงอ แปลข้อมูลการบ้านมาทั้งวัน
ความท้อก็ทำเอาอีโก้ลดฮวบอย่างแรง เลยก็อปมาแปลใน
กูเกิ้ลทรานสเลด ซะ จึงค้นพบว่า เราก็แปลได้ฮ่วยเท่าๆกูเกิ้ลเลย …
ดูเวลาไอ่หย๋า … ห้าโมงเย็นหน่อยๆแล้วนี่หว่า เอามอเตอร์ไซต์
ไปให้พี่ขวัญทำ นัดไว้เย็นๆ รีบไปดีกว่า … ว่าแล้วก็เดินต๊อกแต๊ก
เข้าเมือง …
ยางมิชลินสองเส้น (มันแหล่มมากกกก) ใส้กรองอากาศ หัวเทียนเข็ม
น้ำมันเครื่อง ผ้าเบรคหลัง สองพันหนึ่งโร้ยห้าสิบบาท…
นั่งคุยกับพี่แกนิดหน่อย ฝนก็ตั้งเค้าว่าจะตกซะแล้ว เลยขอตัวไปร่อนกว๊าน
(ขอบอกว่า มิชลินm85 เจ๋งมั่กๆฮ๊าฟ…ฟ์ มันเป็นยางที่แข็งแรงและยืดหยุ่นมาก
เกาะหนึบ… ทั้งๆที่ยังไม่ได้รันอินยางเลย การยุบตัวก็ดี ขับขี่นุ่มนวลขึ้นเยอะ)
ขี่ผ่านกว๊านตามเส้นทางดั่งเดิมที่เคยขี่มา อ่าว…นี่มันงานนี่หว่า อ่อ…เข้าพรรษา
เลยหยุดดูซักนิด เพราะเห็นปีนี้คนไม่ค่อยเยอะ ก็ไม่มีอะไร เรือที่บ่นไปในบันทึกฉบับแล้ว
ก็มาช่วยขนอาสาทำงาน เห็นแล้วก็เฉยๆ กว่าจะขลังเข้าขั้นประเพณี ก็คงอีกซัก 15 ปี
ดูความเป็นแหล่งท่องเที่ยวของวัดกลางน้ำจนพอใจก็ขอตัว
ไม่ทราบเหมือนกันว่าฟ้าครึ้มบรรยากาศดีหรือไร? แรงบันดาลใจที่อยากจะหวนเข้าไป
สู่พิธีการวันงานเข้าพรรษา ก็กลับมาอีกครั้ง ทีแรกคิดว่าจะตระเวนดูวัดใหญ่ๆในตัวเมือง
แล้วกลับ แต่สุดท้ายไหง๋กลายเป็นได้เวียนเทียนที่วัดสูงเสียได้หว่า?
: วัดสูง :
ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่วัดไหนก่อนดี ทำให้ความทรงจำเก่าๆตอนที่เรียนอยู่ เทศบาล1
ครูจะไล่ต้อนนักเรียนประถมอย่างเรา เข้าวัดในวันงานเทศกาลทางศาสนา
และวัดสูง ที่อยู่ข้างโรงเรียนเนี่ยละ คือวัดประจำ นึกไปก็ขำ ตัวใหญ่เป็นเด็กโข่งเลย
ใส่เสื้อกีฬา สีประจำโรงเรียนคือ เหลืองน้ำเงิน แล้วไซต์ก็ฟิตๆ เพราะตัวขนาดเราในตอนนั้น
ไม่่ค่อยมี
เมื่อเลี้ยวรถมาจอดในวัดสูงแล้ว ก็มองขึ้นไปยังโบสถ์(หรือวิหารวะ?) ภาพโบสถ์(โบสถ์ละกันนะ)
ภาพโบสถ์ตรงหน้าได้แต่ผ่านตาเท่านั้น แต่ในสมองผมกำลังประติด ต่อเรื่องราวเก่าๆที่เคยมาเยือนที่นี่
ใจหวิ๋วๆ ไม่รู้ด้วยอารมณ์อะไรในความทรงจำพัดมากระทบ อาการหวิ๋วถึงได้บังเกิด
เร็วปานลมสะบัดหวน สติก็กลับมาอยู่กับเนื้อตัว ผมเริ่มก้าวขึ้นบันไดด้วยความตั้งใจที่ว่า
“แค่เข้าไปดู”
ขึ้นไปผมไม่เชิงประหลาดใจนัก ที่คนน้อยเหลือเกิน มีสี่คนได้ สองคู่ผู้ปกครองและลูก
มีพระหนึ่งรูป ผมก้มลงกราบพระ พุทธ ธรรม สงฆ์ สามครั้งไม่มีเกิน
แว่วเสียงด้านล่าง บาสวัดสูงยังคงเล่นกันอย่างเหนียวแน่น (สุดยอดบาสเถื่อนแห่งพะเยา)
ไม่นานนัก ท่านพระครู ก็ประกาศเสียงตามสาย ให้เณรพระที่ไปร่วมงานที่วัดกลางน้ำเสร็จแล้ว
ก็เชิญมาทำพิธีเข้าพรรษากันที่นี่ “ที่นี่ก็วัดของเรา” ประโยคจำได้ไม่แน่ชัด แต่อาจจะมีพระบางรูป
โดนพิธี หรือเห็นดีงามกับวัดกลางน้ำที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ตามความคิดผู้ว่า(ที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าเมืองพะเยากลับชาติมาเกิด)
และประสงค์ในความหอมหวานในผลงานระดับจังหวัด จนลืมกิจสงฆ์ที่วัดประจำของตน
ฟังดูได้อารมณ์แตกแยกดีชมัด…
: ดอกไม้่ของคุณลุงและลุงฝรั่ง :
รู้สึกว่าพิธีกำลังจะเริ่มแล้ว ผมจึงละสายตาจากกีฬาบาส มาสู่พิธีการ เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง
ถึงเห็นว่า มีผู้คนมาเพิ่มในระหว่างที่ผมใจลอย บางคนที่เค้ามาบ่อย จะรู้ว่า ทางวัดได้เตรียมหนังสือ
สวดมนต์ไว้ให้แล้ว ให้เดินหยิบกันเอง คนที่รู้ก็จะหยิบมาและหยิบมาเผื่อคนหน้าใหม่ด้วย
หนังสือได้ถูกแจกจ่ายกันไปจนครบ ผมกลับมานั่งที่เดิม ซึ่งขวางประตูพอดีผมชอบเพราะรู้สึกว่า
ได้ประจันหน้ากับพระพุทธรูปเห็นชัด ดูงดงามดี …
ด้านขวา เป็นฝรั่ง… ลุงฝรั่งคนหนึ่ง ถามได้ความว่าได้มาอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ได้ถามอะไรมาก
เพราะดูท่าทีไม่ยีหระนัก เราจึงปล่อยให้มีระยะห่างของตัวตนทำหน้าที่ของมันต่อไปด้วยการจบบทสนทนา
ลุงป้า เริ่มทยอยมากันเรื่อยๆ ผมเองไม่ยีหระสังคมเช่นกัน แต่ก็อดรู้สึกดีไม่ได้ ที่วัฒนธรรมบ้านเรา
ยังคงถูกสืบสานต่อไป ลูกมากับแม่ เด็กๆ(น่าจะประถมปลาย) มากับเป็นกลุ่มและเล่นกันเสียงดัง
ผู้ใหญ่ไม่ห้ามปราม เด็กๆก็เหมือนรู้ตัวดีช่วยกันตักเตือนกันเอง คู่หนุ่มสาวก็มากัน ปู่ตาก็มากันเป็นดูโอ้
ครอบครัวใหญ่หน่อยทยอยกันมา คุณย่าจะคอยดูหลาน ซนนัก… วัฒนธรรมไทยล้านนายังไม่ได้หายไปไหน
ยังอยู่ถูกที่ถูกเวลาอยู่เสมอมา ผมเองต่างหากที่อยู่ในสังคมเมือง ที่มีรั้วรอบขอบสูงชัน กั้นไว้และเอาแต่อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง
คุณลุงคนหนึ่ง เข้ามาผมขยัับเว้นที่ให้ คิดว่าในโบสถ์พื้นที่เริ่มแน่นแล้ว และผมเองก็ไม่ได้มีดอกไม้ธูปเทียน
มากมาย จึงยินดีขยับให้อย่างเต็มใจ ลุงแกเข้ามานั่งและวาดดอกไม้ธูปเทียน…
“เอ้า บ่อได้เอาดอกมาก๊ะ เอานี่ๆ เอาไป มีเยอะ”
เมื่อได้ยิน
ผมกระแอมพูดเสียงเล็กปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานการให้อย่างเต็มใจครั้งนี้ได้
อีกอย่าง ดอกไม้่และธูปของคุณลุงแกมาเยอะจริงๆ และลุงแกก็พูดไปพร้อมจัดแจงแบ่งไปพร้อมกัน
“ต้องใช้ธูปกี่ดอกครับ?”
“สามดอก”
คงเป็นเพราะบรรยากาศแห่งวิถีเก่าๆที่มีความสัมพันธ์เกื้อหนุนกันและกันในโบสถ์แห่งนั้น
ผมเองนับธุปได้เหลือ 6 ดอกพอดิบพอดีจึงจัดแจกแบ่งสรรดอกไม่และธุปออกเป็นสองชุด
หนึ่งชุดผมยื่นให้ลุงฝรั่งคนข้างๆ ตอนแรกผมเห็นแล้วละว่าแกไม่ได้เตรียมมาเหมือนกัน
ผมรับคำขอบคุณ และหันไปขอบคุณคุณลุง กะว่ารอจังหวะอีกซักนึดแล้วค่อยพูดคุย วันนี้คงได้เพื่อน…
“ลุงมาคนเดียวเหรอครับ?”
“คนเดียว ก็คนอื่นๆเค้าไม่ชอบมาด้วย”
ซักพัก คุณลุงก็เดินไปนั่งข้างหน้า ผมคิดว่าถามผิดกาละเทศะ แต่ก็มารู้ทีหลังว่า แกไปนั่งกับเพื่อน
น่าแปลกใจดีเหมือนกัน ในเมืองใหญ่ก็ยังมีพื้นที่อันน่าประทับใจเช่นนี้อยู่ ยังหลงเหลือการหยิบยื่น(หนังสือ)
และการแบ่งบัน(ดอกไม่้และธูป) และจิตใจทีผ่อนปรนความระแวดระวังตัว(อันพึงมีในเมืองใหญ่) ให้ลดลง
คนในเมืองใหญ่เปลี่ยนไปหรือปล่าว? หรือเปลี่ยนไปตามสภาวะ แต่พื้นที่ให้ปล่อยใจแบบในวันวานน้อยลง?
คิดไปพลางก็หันไปมองรอบด้าน เณรน้อยก็มาสายกับเค้าเหมือนกัน ..
: พิธีรีตอง :
เณรบางรูปหาว เณรบางรูปตั้งใจ เณรบางรูปเล่นกัน แต่ก็ยังท่องบทสวดได้ดีทีเดียว
ในหนังสือบทสวดของทางวัด จะมีบางท่อนบางตอน มีคำกำกับ เช่น กราบ หรือ หมอบลงกราบ
ผมเข้าใจว่าเป็น หมอบกราบธรรมดา(กราบแล้วก็เหงยหน้าขึ้นมา) แต่ไม่ใช่ เพราะเณรน้อยต่างหมอบกราบ
ล้างไว้ ในท่อนสวดนั้น คำแปลเหมือนจะมีใจความว่า เคารพสุด ผมก็รู้สึกขำดีเหมือนกัน ไม่เคยเห็น
วิธีการนี้มาก่อน คาดคิดว่า เป็นการปรับปรุงขึ้นมาใหม่ เพราะว่าสำเนียงสวดนั้น ฟังดูเปลี่ยนไป
มีความเป็นทำนองและจังหวะจะโคนมากขึ้น เหมือนฟังเพลง มีคีย์ที่แน่นอน พนวกกับคำแปล
บทสวดหลายๆบท เนื้อหาเถิดทูล พุทธ ธรรม สงฆ์ เสียส่วนใหญ๋ ผมว่ากรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับเพลง
ในศาสนาคริตเลย มีส่วนผสมของความเชื่อและการโน้มน้าวอยู่มาก
สวดเสร็จก็ให้ทำสมาธิ เป็นอันจบพิธีไปหนึ่ง
แต่ผมชอบตอนเทศนะ เกิดมาก็พึ่งเคยตั้งใจฟังพระเทศก็คร่าวนี้ละครับ เพราะเทศแล้ว ฟังรู้เรื่องหน่อย …
ใจความสะใจผมดี ภาพประมาณว่า เราตาย จะมีคนยกเราขึ้น พาเราไป และวางเราลง
ฝูงนกจะมากินเรา ฝูงหมาจะมากิน แมลง อะไรต่างๆ ก็จะมากัน เราจะเหลือแต่กระดูก
ปลงซะเถิดมนุษย์เอ่ย… ประมาณนั้น ฟังแล้วก็เห็นภาพดี ต้องหลับตาด้วยนะ ใช่เลย…
เทศเสร็จ ก็สวดทำความเคารพเจ้าอาวาส แล้วท่านก็มาเทศอีกรอบ เสียงเบาฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
ท่านเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าตอนก่อนตรัสรู้ แล้วก็ทางสายกลางอะไรเนี่ยละ ง่วงมาก…
และแล้วก็ไปเวียนเทียนกัน
พระเณรจะเดินนำขบวน สวดไปด้วยเดินไปด้วย แต่ให้ตายเหอะ เดินเร็วมาก …
ไอ้เราจะดื่มด่ำบรรยากาศก็ไม่ได้ ต้องรีบทำรอบให้ทัน
เดินวนครบหนึ่งรอบ ก็มาหยุดกันทีี่หน้าโบสถ์ ทีแรกก็งง ทำอะไรกัน
อ๋อ… เค้าหยุดไว้พระประธานก่อน แล้วเดินต่อ
เออ….แต่ละวัดก็ต่างกันไปแฮะ เดินครบสามรอบ ก็เอาดอกไม้ธุปเทียนไปวางสักการะที่เจดีย์
ไอ้รอบสุดท้ายฝนมันก็เริ่มปรายหางมาบ้างแล้ว วางดอกไม้เสร็จก็เริ่มจะหนักขึ้นๆ
นึกถึงตำนานปรำปราของฤทธิ์พ่อขุนงำเมืองขึ้นมาทันที
“แดดก็บ่อฮ้อน ฝนก็บ่อหำ” ประมาณว่า เจ้าเมืองพะเยาคนนี้มีบารมีมาก
ไปไหนทางใด แดดก็ไม่แรง ฝนก็ไม่ตก ในวันเข้าพรรษานี้พ่อขุนงำเมืองอาจจะ
อยากให้เสร็จพิธีก่อนก็เป็นได้ ทั้งวัดกลางน้ำ และวัดต่างๆตลอดจนพุทธศาสนิกชน
วันนี้ก็เลยขี่รถตากฝนเล่นเสียหนึ่งวัน มีความสุขและสนุกดี…
งานเขียนจากเดือนมีนาคม
มีนาคม 30, 2011บันทึกหนึ่งวัน : กาแฟยามบ่าย แก่ๆ
ผู้เขียน : โตโต้
สีเทายังไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปจากท้องฟ้าง่ายนัก
และลมเย็นก็ปะทะปะทังความหนาวเข้ามาในชีวิต เป็นระลอก
ส่งผลให้ชวนนิ่งงันชะงัก ไม่ดึงเข้าและผลักออก กับเหตุผลและอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น
แต่เสียงที่ดังขึ้นมาจากในครัว และกลิ่นโชยของกาแฟคั่วบด ฉุดดึงความอยาก
ให้ตื่นตัว ชักชวนให้ความคิดความอยากทั้งหมดมวลมุ่ง ไปที่กาแฟ
นั่นไง พ่อเรากำลังชงกาแฟเงียบๆอยู่คนเดียว (เป็นกาแฟใส่นมข้นรสหวาน สไตล์ไทย)
สืบเท้าก้าวลงกะไดบ้านให้ช้าลงนิด ก็จะถึงที่หมายพอดีที่หลังจากพ่อออกมาจากครัว
พ่อลูกใช้กิริยา ยิ้ม และ ยักคิ้ว แทนการไหว้เยี่ยงประเพณีไทย
เมื่อทักทายกัน เสร็จ และผมก็ได้ เริ่ม ลงมือชงกาแฟเสียที
กาแฟวันนี้ เข้มขนเอ๊ยขม ดื่มแล้วอาจจะรู้สึกซีเรียท
แต่กระนั่น การชงเองกับบ้าน ไม่มีเพอร์เฟคชอต หรือข้อกำหนดใดๆ
ให้ยุ่งยาก น้ำร้อนเดือดเทใส่แก้วให้คละเคล้ากับผงกาแฟที่ใส่ไว้
แล้วไปหาอะไรทำซักแปปให้พอคิดถึงกาแฟแก้วนี้ นั่นแหล่ะๆ
ไม่ต้องรอสี่นาทีเป๊ะหรอก อยากกินก็ถึงเวลากินเอง เพราะคิดถึงมันจึงอร่อย
บางครั้ง ปริมาตรและห้วงเวลา ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งในการชงกาแฟกินเองเหมือนกัน
อึกหนึ่งที่ลองดื่มกาแฟที่ชง มันขมเข้มสิ้นดี แล้วน้ำกาแฟก็เต็มแก้วด้วยนะ
ในใจคิดถึงว่า อยากจะมีนมจืดและน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายมาเบรครสชาติซักหน่อย ซึ่ง…
ช่างเป็นความลำบากใจเล็กๆ ที่จะต้องกระดกอีกสองสามอึกย่อยๆ เพื่อให้น้ำกาแฟพร่องแก้วลงอีกนิด
คิดเสียว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยที่ดีอีกทางหนึ่ง (มั้ง)
น้ำร้อนนิดหนึ่งและจัดการเทน้ำเชื่อมลงเล็กน้อย พอให้หวานปะแลมๆ นมจืดหนึ่งถ้วยน้ำพริก
หยิบแล้วเดินขึ้นบ้าน
ขนมปังโฮมหวีดรออยู่แล้ว บิ ขนมปังมาขนาดพอคำ จิ้มนมจืดแล้วกิน มันก็ช่างบางเบา
นวลในรสชาติดีเหมือนกัน ว่าแล้วก็จัดการให้หมดเสียหนึ่งแผ่น ..
เริ่มเย็นย่ำแล้ว บรรยากาศยังคงเป็นสีเทาๆ ฟ้าเทาๆ อารมณ์ก็เทาๆ
มีเพียงแต่เจ้ากาแฟแก้วเล็กเท่านั้น ที่เป็นสีดำ มันชื่อว่า ” อเมริกาโน่ “
รู้สึกว่าแกเองทำตัวแตกต่างกับวันนี้นะ ผมบ่นเล่นกับกาแฟแก้วโปรด
ว่าแล้วก็หยิบนมจืดปริมาณพร่องถ้วยน้ำพริกเทลงไปใน ” อเมริกาโน่ “
ว่าแล้วมันก็กลายร่างมาเป็นลาเต้อุ่นๆ และมีสีที่เจือจางลงไปพร้อมกับรสชาติที่ละมุนขึ้น
และแล้ววันนี้ทุกอย่างรอบตัวก็ล้วนแต่มีสีเทา …
งานเขียนจากเดือนกุมพาพันธ์
มีนาคม 16, 2011สวัสดีครับพี่น้องทุกท่าน จากปีใหม่นี้เราตั้งกลุ่มกันมาสิบเอ็ดคน
เข้าเดือนที่สอง พวกเราเหลือรอดมาไม่กี่ท่าน lol
งานเขียนเดือนนี้จึงมีเพียง สองท่าน คือผม และ น้องตราครับ
อย่างไรก็ดี ดูท่าตอนนี้จะใช้คำว่ากลุ่มคงไม่สู้ดีนัก
จะขอเปลี่ยนชื่อเป็น ” พื้นที่พัฒนาการเขียน ” ละกันนะครับ
และเรื่อง ธีม หรือการแจ้งข่าว ก็จะแจ้งกันในบล็อกนี่ละครับ
กลุ่มเล็กลง วงคุยก็กระชับลง เหมาะสมดีครับ
ธีมเดือนหน้า ไม่มีนะครับ ส่งวันที่ 5 นำให้อ่านและคอมเม้นวันที่ 15 ของทุกเดือนเหมือนเดิมครับ
แจ้งข่าวกันอีกนิด สำหรับพี่แฮงค์แฟนงานเขียนน้องตรา
ตอนนี้น้องเค้าเข้าร่วมทีมเขียนกับ ” ก้าวรอก้าว ” แล้ว
วางแผงออนไลน์ทุกต้นเดือนที่ winboolclub.com
ติดตามกันได้ขรับ
และโชคดี น้องตราก็ยังจะเอางานมาลงในพื้นที่นี้อยู่ (เป็นพระคุณ)
และผมเองก็ยังคงเขียนต่อไปด้วยความตั้งใจพัฒนาเรื่อยๆ
พี่น้องก็แวะเวียนมาคอมเม้นกันบ้างนะครับ
งานน้องตรา : นนทบุรี – ตากสิน
เมฆลอยมา
หมาเน่าลอยไป
เรือด่วนลอยมา
ผักตบชวาลอยไป
ลมโชยมา
กลิ่นเหม็นโชยไป
ขวดเหล้าลอยมา
วิญญาณลอยไป
นำ้เน่าไหลมา
เอานำ้เงินอุดไป
ปลาตายลอยมา
แล้วจะโทษใคร
จับเต่ามา
ซื้อเต่าปล่อยไป
จับเต่ากลับมา
อายุยืนทำไม
จับปลาไหลมา
ซื้อปลาไหลปล่อยไป
เงินทองไหลมา
ไหลมาหาใคร
เรือสำเภาลอยมา
เด็กสมบูรณ์ลอยไป
มาม่าลอยมา
มาหาไวไว
นกบินมา
ตะวันจะลับไป
อีแตะลอยมา
ข้างขวาอยู่ไหน
จันทร์เพ็ญลอยมา
กระทงน้อยลอยไป
ลูกขอขมา
ขอหวยงวดถัดไป
เขานั่งรถมา
ฉันนั่งเรือไป
เธอบอกจะมา
สับรางรถไฟ
ความคิดลอยมา
จับปากกาเขียนไป
ก็แค่ลอยมา…
แล้วลอยผ่านไป…
งานผมเอง : ไม่มีชื่อเรื่อง
ฉันตื่นแปดโมงเช้า ดื่มน้ำและแปรงฟัน อาบน้ำและแต่งตัว ช่วยแม่ทำกับข้าวและร่วมรัปทานอาหาร
กับครอบครัว กลั่วปากและแปรงฟันอีกรอบ สวมรองเท้าและก้าวออกเดิน
วันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสและมีเมฆสวยเป็นพิเศษ
เดินเรื่อยไปจึงพบปะ ฉันเจอคนคนหนึ่งชอบมองหาเหตุผลในทุกๆสิ่ง
เขาถามฉันว่า
“ ก้อนเมฆคืออะไร? “
ตอบไป คือก้อนเมฆ คือต้นฝน คือความเบาบาง คือความรู้สึกโล่ง คือความอิสระ คือความสงบ คือความสบายใจ คือความสดชื่น คือความสวยงาม คือสิ่งเคียงคู่ท้องฟ้า
เขาบอกว่า ช่างดูไม่เป็นเหตุผลเอาเสียเท่าไหร่
เดินเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายออกซอย
เจอหญิงคนหนึ่งชอบมองสิ่งหนึ่งสลับกับอีกสิ่งหนึ่ง เดาว่าเป็นคนชอบเปรียบเทียบ
เขาถามฉันว่า
ก้อนเมฆตรงข้ามกับอะไร?
ตอบไป ตรงข้ามกับความอึดอัด ตรงข้ามกับความร้อน ตรงข้ามกับความแห้งแล้ง ตรงข้ามกับพื้นดิน
ตรงข้ามกับน้ำ ตรงข้ามกับความหนักใจ ตรงข้ามกับความหยาบโลน ตรงข้ามกับขอบเขต
เธอว่าฉันเปรียบได้แปลก
เกือบสายแล้วฉันเริ่งเดินอีกนิด แต่เจอคนโรแมนติกซะก่อน โลกในสายตาคู่นั้นคงมีแต่ของคู่กัน
เขาถามฉันว่า
ก้อนเมฆเคียงคู่กับอะไร?
เคียงคู่กับสายลม เคียงคู่กับแสงแดด เคียงคู่กับแสงจันทร์ เคียงคู่กับภูเขา เคียงคู่กับผืนน้ำ
และก็ยังเคียงคู่กับหลายๆอย่างแต่กลัวจะไม่ทันนัด ฉันขอตัวก่อน
นั่นไง อาจารย์ ยืนอยู่ตรงนั้นและฉันก็สายไปห้านาที ฉันกล่าวไปว่า “ เพราะมัวตอบคำถาม
นิยามของก้อนเมฆ ถึงแม้คำตอบฉันจะแปลกๆ แต่พวกเขาก็ชอบก้อนเมฆของฉัน “
“ อาจารย์บอกว่านั่นไม่ใช่คำแก้ตัว แต่เป็นประโยคบอกเล่า … ”
งานเขียนจากเดือนมกราคม 54
กุมภาพันธ์ 16, 2011มีธีมตัวเลือกเขียนคือ คำตอบของคำถามที่ว่า
“เมื่อความตายไม่ทำงาน ความสุขต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร”
สำหรับท่านอื่นๆ ที่ยังเขียนไม่เสร็จหรือลืมส่ง
ก็สามารถส่งมาให้ลงให้อ่านกันได้นะครับ
ไม่พูดพร่ำทำดนตรี ไปอ่านกันเลยดีกว่า
โต้เองก็ไม่ได้อ่านของใครเหมือนกันครับ ดองไว้อ่านพร้อมกันทีเดียว…
……………………………………………………………………………………………………
เริ่มจากของผมก่อนละกันครับ
……………………………………………………………………………………………………
บันทึกหนึ่งวัน “ ปริมาตรความจุของสมอง “
การนิ่ง…สังเกตและพิจารณาตนเอง ทำให้รู้ลิมิตสูงสุดที่จะบรรจุอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ในสมองข้าพเจ้าได้ และอาการล้นของการจดจำสิ่งต่างๆมามากเกินไปนั้น มันเป็นที่มาของสาเหตุหลายประการ มีผลต่อพฤติกรรม เสมือนอาการโรคจิต
ประมาณว่า เรื่องในหัวเยอะมาก จำเป็นต้องคุยกับตัวเองเพื่อหาข้อสรุปให้สมอง
ได้พักผ่อนเสียที
การเฝ้าดูตัวเองครั้งนี้ อ๋อบางอ้อมาอย่างหนึ่ง คือในชีวติประจำวนที่เราจะพบปะ คน สัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์เป็นประจำแล้ว สมอง
มักจะเลือกเก็บจำอยู่อย่างสองอย่าง 1 เรื่องดีที่ประทับใจ 2 เรื่องไม่ดีที่ข้องใจ
และในหนึ่งวัน เราไม่สามารถจบเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้ทุกเรื่องหรอก
หรือบางครั้งเรามักจะอินกับเรื่องต่างๆบ่อยไป ไม่สิ เกินไปและมันก็จะติดค้างเหมือน
กากอาหารในลำใส้ใหญ่ (หุหุ) เป็นความรู้สึกฝังอยู่ในหัว
อารมณ์จากเรื่องราวที่ยังัดการไม่จบระหว่างวัน หรือ อารมณ์ติดค้างจาก
เหตุการณ์ระหว่างวัน จะมีอิทธิพลต่อทัศนะคติเราในเวลาต่อมา แล้วก็มักจะทำให้มี
ผล่ต่อเรื่องอื่นๆในเวลาต่อมาซะด้วยซิ เช่น เมื่อเราอินกับอารม์โกรธจากเรื่องใดๆ
ก็ช่าง ในเวลาต่อมาเราอาจจะมีทัศนคติในแง่ร้าย กับเพื่อนอีกคนที่เราสนทนาอยู่
ณ ปัจจุบันก็เป้นได้ ทั้งๆที่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดที่ดีแท้ๆ แต่อารมณ์ที่ติดค้าง
ก็ทำให้เรามองคนอื่นในแง่ร้ายได้ต่างๆนาๆ หรือแม้กระทั่ง จะทำอะไรง่ายๆอย่าง
งานอดิเรกก็ตาม อารมณ์ความรู้สึกจากสมองล้นๆปริ่มๆ ก็มีผลต่อสิ่งที่กระทำอยู่
เดี๋ยวนั้น แม้ว่าจะกำลังทำสิ่งที่ชอบอยู่ก็ตาม โดนหยั่งงี้เข้าคนเราก็สามารถบ่นอุบอิืบ
เป้นหมีกินผึ้งได้ แล้วโลกวันนั้นมันก็ช่างไม่สวยงามเสียนี่กระไร …
ในเมื่อคนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสังคมม การใช้ชีวติในสังคมก็ควรต้องแบ่งแยก
ให้ถูก เรื่องงาน เรื่องเพื่อน เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก เรื่องคนอื่นๆที่ไม่รู้จัก
(เช่นดารา การทะเลาะกันของผู้นำประเทศ ผู้นำจิตวิญญาณการเมือง
ทั้งหลายในข่าว หรือในตัวอิจฉาในละครก็ตาม) แต่เราจะแบ่งแยกได้อย่างไรในเมื่อหัวใจเรายังคุกรุ่นด้วยอารมณ์ต่างๆนาๆ
การค้นพบสาระในชีวิตข้าพเจ้าในวันนี้ อาจเรียกได้ว่า ข้าพเจ้าได้เข้าใจความหมาย
ของคำว่า “อารมณ์ค้าง” หรือ “อาการพาล” ในแบบฉบับของตัวเองก็ได้กระมัง..่
ถึงจะรู้ซึ้งถึงคำๆหนึ่งก็เถอะ บางทีมันก็อดไม่ได้เหมือนกันนะที่จะคิดว่า
ตลอดชีีวิตที่ผ่านมาเนี่ย มันทำให้ข้าพเจ้าซึ้งกับ “คำ” ได้แค่ไม่กี่คำเองหรือ?
ถ้าโลกเราค้นพบ “คำ” จากการสรุปชีวิตได้ วันละหนึ่งคำ คนคงจะพูดกันรู้เรื่องกว่า
นี้และปัญหาคงน้อยกว่านี้เยอะ …
………………………………………………………………………………….
งานของน้องตรา ซึ่งไม่มีชื่อเรื่องนะครับ
………………………………………………………………………………………………….
ความตายที่รัก,
ฉันใช้ชีวิตราวกับไม่มีเธออยู่บนโลกใบนี้มานานแล้ว
ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก
เธอเดาไม่ถูกแน่ว่า มนุษย์อย่างเราทุ่มเทพลังและทรัพยากรมากมายแค่ไหน
เพียงเพื่อลบเงาของเธอ
ร่องแก้มฉันเองก็เพิ่งฉีด หนังหน้าก็เพิ่งดึงมาไว้ใต้กกหู
ไม่ทันหายอักเสบ
ตอนนี้กลับต้องมานั่งคิดถึงเธอ
เธอยังมีอยู่จริงใช่มั้ย?
ฉันสังหรณ์ใจแปลกๆ
เมื่อคืนนี้คนทั้งหมู่บ้านต้องแตกตื่น
เราจับงูได้
งูเหลือมตัวใหญ่
มีเสียงร้องเมี้ยวม้าวอยู่ข้างใน
มีคนบอกว่าเป็นเสียงแมวท้องแก่ที่หายไป
เราจึงผ่าท้องงู
แม่แมวท้องแก่
นอนเหี่ยวเหมือนผ้าขี้ริ้ว
กระดูกแม่แมวป่นปี้หมดแล้ว
ได้แต่ร้องครางอย่างเจ็บปวด
แต่แล้วท้องแม่แมวก็เริ่มกระดุกกระดิก
เสียงแม่แมวก็ยิ่งโหยหวน
เราจึงรีบผ่าท้องแม่แมว
ได้ลูกแมวเปียกๆ 3ตัว กับ ซากปลาทองเปื่อยนำ้ย่อยนอนพะงาบๆ
ทุกตัวยังมีชีวิต
แม่แมวซึ่งตัวเหลวยิ่งกว่าเดิมยังร้องไม่หยุด…
ส่วนเจ้างูเหลือมผู้โชคร้ายถูกโยนใส่กระสอบ
มันเพียงบิดเอี้ยวตัวเองช้าๆ ให้ซากกบกับหนูตะกายแหวกพุงออกมา
เงียบเชียบ…ทว่าเราได้ยินความทรมาน
ในสถานการณ์เช่นนี้
คำถามมีเพียงข้อเดียว
ความตาย อยู่ที่ไหน?
ณ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าทำอะไร…
กินอะไร… ไปที่ไหน……
แต่ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายคืออะไร
รีบกลับมาเถอะ ความตายที่รัก,
แค่คืนเดียวก็นานเหลือเกินแล้ว
ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก
ใครก็เดาไม่ถูกแน่ว่า มนุษย์อย่างเราจะทุ่มเทพลังและทรัพยากรมากมายแค่ไหน
เพียงเพื่อเห็นเงาของเธอ ปรากฏขึ้นกับตัวอะไรหน้าไหนก็ได้…
ที่ไม่ใช่ตัวเอง
______________________________________________________________
มนุษย์ที่รักยิ่ง,
ฉันไม่เสียเวลาเดาเรื่องบ้าบอคอแตกของเธอแน่
ฉันไม่เคยหายไปไหน ไม่มีพักร้อน ไม่มีวันหยุดราชการ และไม่เคยป่วยการเมือง
ฉันอยู่กับเธอตลอดเวลายิ่งกว่าเธออยู่กับตัวเอง
ไม่ว่าเธอจะกิน เดิน หรือเที่ยวฝันเพ้อเจ้อเกี่ยวกับฉันก็ตาม
แม้ตอนนี้ ฉันก็ยังปรากฏอยู่ทุกเศษเสี้ยววินาที อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ส่วนเธอ ก็ยังไม่เคยมองเห็น และยังกลัวที่จะเห็น อย่างคงเส้นคงวา
ดังนั้น ขอให้เธอวางใจ
ฉันไม่เคยทอดทิ้งใครหรือสิ่งใด
ไม่ว่าเธอจะต้องการหรือไม่
ฉันก็คือความยุติธรรมของโลกใบนี้
ไว้เจอกัน Read the rest of this entry »
เริ่มจาก
กุมภาพันธ์ 1, 2011การเป็นกลุ่มคนชอบการเขียนกลุ่มเล็กๆ
ที่รวมตัวกันเขียนงาน แบ่งกันอ่าน วิพากษ์
และสะท้อนความรู้สึกที่ได้รับจากงานนั้นๆ
โดยสัญญากันว่าเพื่อนๆในกลุ่มจะเขียนชิ้นงาน
แบ่งปันกันอ่านในกลุ่ม เดือนละครั้ง…
งานชิ้นแรกของเดือน มค. 54 จะนำขึ้นให้อ่านกันใน
วันที่ 15 กุมพาพันธ์ 2554 หลังวันที่หลายๆคนสมหวังและ
ผิดหวังเพียงหนึ่งวัน อย่างไรเสียขอให้เพื่อนๆพี่ๆทุกท่าน
ต้อนรับงานชิ้นใหม่ด้วยลมร้อนแรกของปี
ที่อยู่ในช่วงกลางเดือนแห่งความรัก…
แล้วเรามาอ่านและคอมเม้นกันครับ
ด้วยมิตรภาพและความเคารพ
โตโต้







